วันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

น่าสนใจ! Apple, LG และ Valve ร่วมกันลงทุน เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ AR และ VR

Apple, LG และ Valve ร่วมกันลงทุน เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ AR และ VR

Apple, LG และ Valve ร่วมกันลงทุน เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ AR และ VR

แบไต๋
สนับสนุนเนื้อหา
จากข้อมูลที่ยื่นต่อ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (U.S. Securities and Exchange Commission) ระบุว่า Apple, LG และ Valve ได้ร่วมกันลงทุนเป็นเงินจำนวน 10 ล้านเหรียญ ในบริษัท eMagin ซึ่งเป็นบริษัทผลิตจอไมโครดิสเพลย์ (Microdisplay) ที่ในธุรกิจการดูแลสุขภาพและการทหาร
ในเอกสารดังกล่าว ทาง eMagin ได้กล่าวถึงการเจรจากับบริษัทผู้ผลิตสินค้าระดับใหญ่หลายราย ในการพัฒนาและออกแบบหน้าจอไมโครดิสเพลย์ (Microdisplay) สำหรับอุปกรณ์สวมศีรษะที่จะนำมาใช้กับบริษัทนั้นๆ
นั่นอาจหมายถึงการพัฒนาอุปกรณ์ VR, AR และรวมถึงแว่นตา AR ที่มีข่าวลือว่า Apple กำลังพัฒนาอยู่ในขณะนี้ ซึ่งจะเปิดตัวในปี 2019 โดยนักวิเคราะห์ได้กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์นี้จะยิ่งใหญ่กว่า iPhone เส่ียอีก
ส่วน Valve นั้น ก็กำลังพัฒนาแพลทฟอร์มเล่นเกมสำหรับอุปกรณ์ VR แบบสวมศีรษะร่วมกับ LG ซึ่งใช้หน้าจอของ eMagin ที่มีความละเอียดถึง 2048 x 2048 พิกเซล
จอไมโครดิสเพลย์แบบ OLED ของ eMagin
จากการลงทุนในครั้งนี้ ทาง Apple, LG และ Valve จะได้รับหุ้นของ eMagin จำนวนทั้งสิ้น 6,451,613 หุ้น

วันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Apple จะใส่ “Face ID” ใน iPhone ใหม่ 3 รุ่น, และเพิ่ม “ซัพพลายเออร์จากจีน” มาเสริมทัพ

Apple จะใส่ “Face ID” ใน iPhone ใหม่ 3 รุ่น, และเพิ่ม “ซัพพลายเออร์จากจีน” มาเสริมทัพ

Apple จะใส่ “Face ID” ใน iPhone ใหม่ 3 รุ่น, และเพิ่ม “ซัพพลายเออร์จากจีน” มาเสริมทัพ

แบไต๋
สนับสนุนเนื้อหา
รายงานล่าสุดจาก  The Korea Herald ระบุว่า Apple วางแผนที่จะเพิ่ม Face ID ลงใน iPhone ใหม่ จำนวน 3 รุ่น และกำลังจะเปลี่ยนซัพพลายเออร์ที่ผลิตสิ้นส่วนสำคัญเสียใหม่ หลังจากที่เคยเกิดปัญหาการผลิต iPhone X ล่าช้า เมื่อปี 2017
แหล่งข่าวอ้างอ่าว LG Innotek จะกลับมาเป็นซัพพลายเออร์สำหรับผลิตชิ้นส่วนหลัก และซัพพลายเออร์จากประเทศจีนก็จะผลิตชิ้นส่วนที่เหลือ ส่วน Sharp ที่เคยผลิตชิ้นส่วนให้กับ iPhone X นั้น ไม่ได้รับการต่อสัญญา
แหล่งข่าววงในได้กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2018 ที่ผ่านมา LG Innotek ได้ประการลงทุนถึง 820.9 ล้านเหรียญ ในการสร้างโรงงานสำหรับผลิตกล้องและโมดูลรุ่นใหม่เพิ่มเติม ซึ่งส่วนใหญ่จะรองรับการผลิตตามออเดอร์ของ Apple
มีข่าวลือว่า Apple จะเปิดตัว iPhone หน้าจอ OLED ขนาด 5.8 นิ้ว, หน้าจอ LCD ขนาด 6.1 นิ้ว และหน้าจอ OLED ขนาด 6.5 นิ้ว ในช่วงครึ่งหลังของปี 2018 นี้

[How To] 4 เรื่องที่ควรดูหากสนใจมือถือในโซนล้างสต็อก

[How To] 4 เรื่องที่ควรดูหากสนใจมือถือในโซนล้างสต็อก

[How To] 4 เรื่องที่ควรดูหากสนใจมือถือในโซนล้างสต็อก

S! Hitech
สนับสนุนเนื้อหา
นอกจากสีสันของมือถือรุ่นใหม่ที่มีโปรโมชั่นที่น่าสนใจแล้ว ก็จะมีโซนลดราคาประมาณว่า ถูกเป็นพิเศษ เนื่องจากของเหลืออยู่ในสต็อก เหลือรอการระบาย ทำให้คุณดึงดูแล้วอยากได้มีเรื่องอะไรที่คุณต้องระวังบ้าง ทีม Sanook! Hitech ได้รวมเรื่องเหล่านี้มาฝากกัน
untitled-3

สภาพตัวเครื่องต้องสมบูรณ์

การดูเครื่องลดราคาแบบ ล้างสต็อก อาจจะคาดหวังเรื่องกล่องไม่ได้เพราะอาจจะมีสภาพกล่องที่สมบูรณ์คงยาก นอกจากจะฟลุ๊กจริงๆ การขอดูสภาพเครื่อง และพร้อมใช้งานก็ควรนำมาคิดด้วย
วิธีเช็คง่ายๆ คือการดูสภาพเครื่องจะต้องไม่มีรอย, ชาร์จไฟ, ฟังเพลง, และหน้าจอ จะต้องอยู่ในสภาพปกติ และสามารถใส่ซิมการ์ดแล้วใช้งานได้ตามปกติด้วย
untitled-4

อุปกรณ์ติดกล่องต้องถามให้ละเอียด

อุปกรณ์ติดกล่องนั้นควรจะตรวจสอบว่าครบหรือไม่ และของที่ติดกล่องเป็นของเครื่องนี้หรือไม่ เพราะต้องไม่มีการเปิด หรือมีรอยฉีก สภาพต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์
แต่ถ้ามีไม่ครบต้องสอบถามกับผู้ขายให้เรียบร้อย

ราคาเครื่องจะต้องเหมาะสม

ราคาของเครื่องที่ลดล้างสต็อกแบบนี้ไม่ควรจะแพงมาก แต่ถ้าบางเครื่องอาจจะแพงถ้าออกเครื่องใหม่ แต่ถ้าซื้อติดโปรฯ ราคาถูกลง ฉะนั้นต้องคิดให้ดีก่อนที่จะซื้อนะครับ เพราะบางคนอยากได้เครื่องเปล่ามากกว่า

สอบถามเรื่องประกันให้ชัดเจน

เมื่อเช็คทั้งหมดแล้วประกันของเครื่องจะต้องสอบถามให้ชัดเจน หากเกิดปัญหาระหว่างใช้งานจะได้คลายความกังวล แต่ถ้าเครื่องนั้นเก่าเกินไปอาจจะทำให้ประกันหมดลงไปแล้วก็เป็นได้
เมื่อตกลงปลงใจแล้วว่าจะเอามือถือในเรื่องของตัวเครื่องแบบนี้แล้วก็อย่าลืมตรวจสอบเครื่องให้สมบูรณ์ก่อนที่จะจ่ายเงินเดินออกจากร้านไปจะดีที่สุดครับ

4 ประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับการชาร์จแบตเตอรี่ iPhone ที่ถูกต้อง

4 ประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับการชาร์จแบตเตอรี่ iPhone ที่ถูกต้อง

4 ประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับการชาร์จแบตเตอรี่ iPhone ที่ถูกต้อง

iphonemod
สนับสนุนเนื้อหา
องค์ความรู้ เทคนิค และวิธีใช้ iPhone มีมาให้ติดตามกันมากมายในอินเทอร์เน็ตโดยประเด็นที่ถกเถียงกันมากพอสมควร คือ การชาร์จแบตเตอรี่ iPhone ที่ถูกต้อง จะมีประเด็นไหนบ้างติดตามกันเลย

สำหรับเทคนิคและวิธีการชาร์จแบตเตอรี่ iPhone ที่ถูกต้องนั้น มีการแนะนำกันอย่างมากมาย โดยบางวิธีเป็นวิธีที่ใช้มานานแล้ว และบางวิธีเป็นเทคนิคใหม่ที่เพิ่งแนะนำกัน
1
แต่วิธีการชาร์จแบตเตอรี่ iPhone ที่ถูกต้องนั้น เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมากมาย วันนี้เราได้รวบรวมประเด็นดังกล่าวและการวิเคราะห์โดยเว็บไซต์ idropnews มาให้ชมกัน
ประเด็นที่ 1. ต้องใช้แบตเตอรี่ให้หมดก่อน จึงจะเริ่มชาร์จใหม่
เคยมีผู้เผยวิธีนี้ว่า ให้ใช้แบตเตอรี่ให้หมดจด 0% แล้วค่อยชาร์จให้เต็ม การชาร์จบ่อยจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว  แต่เว็บไซต์ idropnews เผยว่า แบตเตอรี่ iPhone ปัจจุบันเป็นแบบ Lithium-ion ไม่ใช่เป็นแบบ nickel cadmium และ nickel-metal เหมือนแต่ก่อน โดยแบตเตอรี่แบบ Lithium-ion จะฉลาดกว่า มีการนับรอบการชาร์จได้ดี ผู้ใช้จะชาร์จเมื่อไหร่ก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ต่ำกว่า 20% หรือเหลือ 0%
2
หาก % แบตเตอรี่เหลือน้อยหรือหมดเหลือ 0% เมื่อเราเสียบชาร์จ ตัว iPhone จะปรับโหมดให้ชาร์จเร็วขึ้นรับกระแสไฟมากขึ้นทำให้ ตัวเครื่องมีความร้อน ซึ่งความร้อนเป็นสาเหตุทั่วไป ที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็ว แต่ถ้าหากเราชาร์จแบตเตอรี่ iPhone ประมาณ 80% ตัว iPhone จะปรับโหมดให้ชาร์จช้าลงและรับกระแสไฟน้อยลง ทำให้เครื่องร้อนน้อยและเป็นการถนอมแบตเตอรี่ไปในตัว
ประเด็นที่ 2. ถ้าชาร์จแบตเตอรี่ทิ้งไว้ข้ามคืน (เต็ม 100% แล้ว) จะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว
เว็บไซต์ idropnews เผยว่า แบตเตอรี่แบบ Lithium-ion เป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างทันสมัย หากการชาร์จแบตเตอรี่เต็มความจุเมื่อไหร่ ตัวแบตเตอรี่ก็จะหยุดรับกระแสไฟทันที ซึ่งไม่เหมือนกับแบตเตอรี่รุ่นเก่าๆ ดังนั้นการชาร์จแบตเตอรี่ iPhone แบบข้ามคืน ก็ไม่ได้ส่งผลกับการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่โดยตรง
3
Advertisement Replay Ad
แต่สิ่งที่ควรระวังคือ การชาร์จแบตเตอรี่ด้วยหัวแปลง ปลั๊ก และสายเชื่อมต่อที่ไม่มีคุณภาพอาจส่งผลอันตรายจาก iPhone ได้ เนื่องจาก การเสียบสายแล้วกระแสไฟวิ่งอยู่ หากอุปกรณ์ไม่มีมาตรฐานอาจจะเกิดความร้อนและลุกไหม้ได้
ประเด็นที่ 3. ปิด Bluetooth, Wi-Fi และแอปที่ไม่ได้ใช้ จะช่วยให้อายุใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานขึ้น
เว็บไซต์ idropnews เผยว่า ก่อนหน้านี้เราเชื่อกันว่า Bluetooth, Wi-Fi ใช้แบตเตอรี่จำนวนมาก แต่การกด ปิด-เปิด ฟังก์ชั่นดังกล่าวก็ใช้แบตเตอรี่ในปริมาณที่ไม่แตกต่างกัน นั่นหมายความว่า หากอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเชื่อมต่อ Bluetooth, Wi-Fi ตลอดเวลาก็ควรเปิดไว้ แต่ถ้าช่วงไหนไม่ได้ใช้ก็ปิดไว้นั่นเอง
4
นอกจากนั้น เว็บไซต์ idropnews เผยว่า การปิดแอป (ปิดผ่าน Multitasking) แล้วเปิดใหม่ ระบบก็จะไปโหลดข้อมูลในแอปขึ้นมาอยู่ดีซึ่งก็ต้องใช้แบตเตอรี่ในการประมวลผล แต่การเปิดแอปให้ทำงานเบื้องหลังก็ใช้แบตเตอรี่เช่นกัน จึงแนะนำว่า แอปไหนที่ไม่ได้ใช้ก็ให้ปิดไว้ไม่ต้องให้ทำงานเบื้องหลัง แต่แอปไหนที่ใช้บ่อยก็ควรเปิดไว้ เพราะถ้าเราไม่ได้ใช้งานแอปนั้นมันก็จะอยู่ในสถานะ “แช่แข็ง” ไม่ทำงาน
ประเด็นที่ 4. ชาร์จ iPhone ต้องใช้อุปกรณ์การชาร์จของ Apple เท่านั้น
อุปกรณ์การชาร์จ iPhone ในปัจจุบันมีให้เลือกซื้อกันอย่างมากมายในท้องตลาด ทั้งจาก Apple เอง หรือผู้ผลิตรายอื่นทำออกมาจำหน่าย เว็บไซต์ idropnews แนะนำว่าผู้ใช้ iPhone สามารถเลือกซื้ออุปกรณ์การชาร์จจากผู้ผลิตรายใดก็ได้ แต่ที่สำคัญ ต้องมีคุณภาพและการรับรองมาตรฐาน
5
การรับรองมาตรฐานอุปกรณ์การชาร์จจากผู้ผลิตรายอื่นที่แนะนำนั้น คือ ต้องมีสัญลักษณ์ MFI (Made for iPhone) ซึ่งสัญลักษณ์นี้หมายความว่า Apple ได้รับรองแล้วว่า อุปกรณ์การชาร์จ สามารถใช้กับ iPhone ได้ หากเป็นอุปกรณ์การชาร์จจากผู้ผลิตรายอื่นที่ไม่มีสัญลักษณ์ MFI ก็ถือว่ามีความเสี่ยงพอสมควร
ขอบคุณ – idropnews
ทั้งหมดนี้เป็นการวิเคราะห์และแนะนำ เกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวกับกับการชาร์จแบตเตอรี่ iPhone ที่ถูกต้องโดยเว็บไซต์ idropnews ผู้ใช้ iPhone ควรศึกษาข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือได้ เช่น เว็บไซต์ Apple.com หรือถ้าใครมีวิธีอื่นๆ ที่น่าสนใจสามารถแนะนำกันได้เลย

วันพุธที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

รีวิว Samsung Gear icon X (2018) หูฟังไร้สายตัวแรกของ Samsung ที่ฟิตพอดีกับการออกกำลังกาย


รีวิว Samsung Gear icon X (2018) หูฟังไร้สายตัวแรกของ Samsung ที่ฟิตพอดีกับการออกกำลังกาย

รีวิว Samsung Gear icon X (2018) หูฟังไร้สายตัวแรกของ Samsung ที่ฟิตพอดีกับการออกกำลังกาย

Samsung เป็น Brand สินค้าที่พยายามทำ Gadget ออกมาให้หลากหลายและน่าสนใจอย่างมาก และในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ได้มีการเปิดตัว Gear icon X (2018) และ Gear Sport ซึ่งเป็น 2 อุปกรณ์ที่ช่วยให้เพลิดเพลินกับการออกกำลังกาย แต่ทีมงาน Sanook! Hitech ขอยก Gear icon X มาให้ได้อ่านก่อนดีกว่า

รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่องและการออกแบบดีไซน์ของ Samsung Gear icon X (2018)

แรกเห็น Gear icon X (2018) จะเป็นกล่องเก็บหูฟังแบบเรียบง่าย ซึ่งมีไฟบอกสถานะด้านหน้า 3 สีได้แก่สีเขียว =  ไฟเต็ม, ไฟแดง = กำลังชาร์จ  พร้อมปุ่มกดเปิดฝา
ด้านหลังของที่ชาร์จ เป็นช่อง USB-C และมีปุ่ม Pair Bluetooth ซึ่งของรุ่นแรกที่ไม่ได้ขายในเมืองไทย ไม่มีปุ่มนี้
ภายในจะพบกับหูฟัง Gear icon X (2018) ซึ่งมีขนาดไม่เล็กและใหญ่จนเกินไป และออกแบบเน้นเรื่องการสัมผัส เพราะจะไม่มีปุ่มกดใดๆ
นอกจากนี้ด้านหลังมีจุกหูฟังแบบ In Ear ซึ่งมีข้อดีคือแน่นไม่หลุดง่าย และเปลี่ยนขนาดได้ แถมเซนเซอร์จับว่าใสข้างไหนอยู่ และเราสามารถใส่ฟังเพลงข้างเดียวได้เช่นกัน

ของให้ในกล่องเมื่อซื้อ Samsung Gear icon X (2018)

ภายในกล่องของ Gear icon X (2018) จะประกอบไปด้วย
-ตัวเครื่องพร้อมกล่องชาร์จ Gear icon X
-สายชาร์จไฟ USB-C
-จุกเปลี่ยนรูปแบบให้ทั้งหมด 8 อัน (S, M, L) พร้อมส่วนขยายทำให้ตัวเครื่องยาวขึ้น

เปิดเครื่องใช้งาน Samsung Gear icon X (2018) พร้อมการทดสอบฟังก์ชันต่างๆ

การเปิดเครื่องของ Samsung Gear icon X ทำได้ง่าย แค่เปิดฝากล่องเก็บหูฟัง ใส่หูแล้วใช้งานได้เลย สะดวกสบายไม่ต้องทำอะไรมา แค่เชื่อมต่อ Bluetooth กับอุปกรณ์ของคุณก็พอแล้ว
การใช้งานไม่ได้ยาก เพราะใช้การสัมผัสทั้งหมด โดยมีลักษณะการทำงานดังนี้
-แตะ 1 ทีจะเป็นการเล่นเพลงหรือหยุดเพลงชั่วคราว
-แตะปัดขึ้น หรือปัดลง เพื่อปรับระดับเสียง
-แตะขึ้นหรือลง 2 ครั้งไล่กัน เป็นการเปลี่ยนเพลงเดินหน้าหรือถอยหลัง
-ถ้าใส่ทั้ง 2 ฝั่งแตะอีกฝั่งหนึ่ง จะเป็นการเริ่มโปรแกรมออกกำลังกาย
นอกจากนี้ใน Apps Samsung Gear จะมีการอัปเดทข้อมูลของเครื่อง, บอกปริมาณแบตเตอรี่ และโยนเพลงเข้าไปข้างใน พร้อมกับตั้งเรื่องของการออกกำลังกายได้ แต่น่าเสียดายไม่มี Heart Rate Sensor มาให้เท่านั้นเอง
ภาพรวมของการได้ลองฟังเสียงของ Samsung Gear icon X (2018) ถือว่าดีใช้ได้กับราคาของเครื่องและสามารถปรับแต่งเสียงได้เยอะดี แต่อาจจะไม่ให้สุนทรีมากเท่ากับหูฟังราคาที่แพงกว่า แต่นี่ก็ถือว่าดีสำหรับคนที่ต้องการหูฟังไร้สาย (ไม่สิ) หูฟังไม่มีสายมารบกวนขนาดเล็กพกพา
แต่สิ่งที่ต้องปรับปรุงกก็มีคือลักษณะการใช้งานอาจจะดูสับสนในตอนแรกนิดหน่อยก็เท่านั้นเอง และอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ที่แม้ว่าจะดีกว่ารุ่นเดิม แต่มันก็แอบสั้นไปหน่อย

สรุปผลหลังทางทีมงาน Sanook! Hitech ได้ทดสอบและลองเล่น Samsung Gear icon X (2018) มาสักระยะ

เป็นอีกหูฟังผู้ช่วยออกกำลังกายที่เสียงถือว่าใช้ได้และก็มีเรื่องของการบอกข้อมูลการออกกำลังกายที่ดีไม่เบา และทำงานดีไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ของ Samsung หรือไม่ และเป็นหูฟังไร้สายแบบไม่มีสายให้กวนใจ ราคาถูกที่สุดคือ 5,900 บาท
แต่เมื่อเทียบกับหูฟังแนวออกกำลังกายที่มีสายแล้ว Gear icon X อาจจะเสียเปรียบเรื่องความทนทานของแบตเตอรี่ และการสั่งงานนิดหน่อยเท่านั้นเอง แต่ถ้าอยากได้ความแปลกใหม่มากกว่า
สรุปจุดเด่นของ Samsung Gear icon X (2018)
-ขนาดพกพาสะดวกใส่แล้วไม่หลุด
-ใช้ทัชทั้งหมด ทันสมัยไม่ต้องห่วงเรื่องปุ่ม
-บอกข้อมูลออกกำลังกายได้
-มีความจำในตัว 4GB ใส่เพลงฟังได้ไม่ต้องง้อมือถือ
-ราคาถูกกว่าเพื่อนในตลาด
สรุปจุดที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมหากต้องการซื้อหามาใช้งาน
-อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ที่ตัวเครื่องสั้น
-เมื่อเทียบกับหูฟัง Sport แบบมีสาย คุณภาพอาจจะยังไม่ถึง
-มีอาการสะดุดเมื่อฟังเพลงผ่าน Bluetooth บ้าง 
-อยากคุมทุกอย่างต้องใช้ Apps Samsung Gear เท่านั้น